FAQ

 
  FAQ :

  การดูดไขมันโดยทั่วไปมีวิธีการทำกี่รูปแบบ หรือมีอุปกรณ์ในการทำกี่ชนิด ?
โดยทั่ว ๆ ไปมี 2 รูปแบบคือ
1. ใช้เครื่องดูดที่มีกำลังแรง เหมาะสำหรับพื้นที่มาก ๆ
2. ใช้ไซริ้งค์กับเข็มฉีดยาขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับพื้นที่เล็กน้อย กลับด้านบน

การดูดไขมันในแต่ละครั้ง สามารถลดได้อย่างถาวรแน่นอนหรือเปล่า ?

ลดไม่ถาวร ถ้าทานอาหารมากเหมือนเดิม ไขมันก็กลับมาได้เหมือนเดิม น้ำหนักตัวจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงหลังดูด เพราะว่าไขมันมีน้ำหนักเบา สิ่งที่จะเปลี่ยนคือรูปทรงมากกว่า กลับด้านบน

ก่อนดูดไขมันควรปฏิบัติตนอย่างไรบ้าง ?

ก่อนดูดไขมันควรฝึกการควบคุมอาหารให้ได้ เพราะจะทำให้การดูดไขมันได้ผลถาวร

หลังจากดูดไขมันแล้วจะต้องทานยาอะไรบ้างหรือเปล่า และจะต้องระมัดระวังเรื่องใดเป็นพิเศษ ?

หลังการดูดไขมันก็มียาปฏิชีวนะ ทานเพื่อป้องกันการอักเสบ และยาระงับอาการปวด และควรใส่ผ้ายืดรัดบริเวณที่ดูดประมาณ 1 - 2 เดือน การออกกำลังกายก็สามารถทำได้ตามปกติ เพื่อทำให้การดูดได้ผลถาวรด้วย

หลังการดูดไขมันแล้ว ต้องทำอะไรเป็นพิเศษบ้างหรือเปล่า และถ้าหากตั้งครรภ์แล้วมีความจำเป็นต้องรับประทานอาหารในปริมาณมากขึ้น ร่างกายบริเวณที่ดูดไขมันจะกลับมาเป็นเหมือนก่อนดูดไขมันหรือเปล่า และจะมีการอักเสบ หรือเน่าบ้างไหม ?

ก็จะมีเรื่องของการรับประทานอาหาร คือทานได้ทุกอย่าง แต่อย่ามากเกิน ไม่มีของแสลง ถ้าทานมากเกินไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะปกติ หรือสภาวะตั้งครรภ์ก็อ้วนเหมือนเดิม ส่วนเรื่องการอักเสบหรือเน่าก็จะขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาแผล และการปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ ในการดูแลแผล

สนใจเรื่องการดูดไขมันหน้าท้องและต้นแขนมาเพิ่มที่สะโพก ไม่ทราบว่าจะทำได้หรือไม่ และมีอันตรายหรือเปล่า ?

การดูดไขมันจากหน้าท้องและต้นแขนมาเพิ่มที่สะโพกสามารถทำได้ และปลอดภัย แต่ต้องดูว่าไขมันพอหรือไม่ การฉีดจะต้องฉีดประมาณ 2 - 3 ครั้ง เพื่อให้ได้ปริมาณคงที่ และทดแทนส่วนที่ถูกดูดซึมหายไป

มีปัญหาเรื่องต้นแขนและหัวไหล่ใหญ่มาก และเนื้อบริเวณโคนแขนด้านหลังก็เยอะมากด้วย ไม่ทราบว่าพอจะมีวิธีการลดต้นแขนได้อย่างไรบ้าง ?

การรักษาวิธีทั่ว ๆ ไปก็จะใช้การดูดไขมันก็จะทำให้เล็กลงได้บ้าง

อยากทำน่องให้เล็กลง และขาเรียวขึ้นจะทำได้หรือเปล่า ?

โดยการดูดไขมันบริเวณน่องทั้งสองข้างออก

อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับการดูดไขมันถุงใต้ตา กับการผ่าตัดถุงใต้ตา อย่างใดจะดีกว่ากัน และมีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างใดบ้าง ?

การดูดไขมันถุงใต้ตากับการผ่าตัดถุงใต้ตาจะแตกต่างกันคือ
การดูดไขมันถุงใต้ตาจะต้องทำจากเปลือกตาด้านใน
ข้อดี คือไม่มีแผลภายนอกให้เห็น
ข้อเสีย สามารถแก้ไขถุงใต้ตาอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ไขรอยย่นนอกตาได้ เหมาะสำหรับคนที่มีผิวหนังด้านนอกตึงไม่ย่นมาก
การผ่าตัดถุงใต้ตาจะต้องทำจากภายนอก
ข้อดี สามารถเก็บหนังที่หย่อนหรือรอยแตกลึก ๆ ใต้ตาได้
ข้อเสีย ใช้เวลาในการรักษาแผลนานกว่าวิธีแรก และระยะ 1 เดือนแรก อาจเห็นแผลเป็นใต้ขอบตาได้

หน้าท้องใหญ่มากคือต้องการทำให้ท้องแบนราบ ช่วยแนะนำวิธีการรักษาหรือแก้ไขให้ด้วย ?

กรณีของคุณที่อายุยังน้อย แนะนำวิธีที่ดีที่สุดคือ การออกกำลังกายบริหารหน้าท้องทำ Sit-up บ่อย ๆ หน้าท้องจะลด และในขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมอาหารให้พอดีด้วย แต่ถ้าทำแล้วยังไม่ลดหรือลดไม่ทันใจ ก็มีอีกวิธีคือการดูดไขมัน วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่มีหน้าท้องไม่หย่อนยาน ในกรณีของคุณอายุยังน้อยหมอคิดว่าผิวหนังหน้าท้องน่าจะตึง วิธีแก้ไขก็คือจะใช้การดูดไขมัน กรณีที่หน้าท้องไม่ตึงและหย่อนยานมาก แนะนำให้ทำผ่าตัดดึงหน้าท้อง ร่วมกับการดูดไขมัน แต่ก็ต้องยอมรับกับแผลเป็นที่จะเกิดบริเวณหัวเหน่าและสะดือ กรณีดึงหน้าท้องมักจะมีคนไข้ถามมาว่าทำไมเวลาผ่าตัดคลอดลูกที่หมอสูติแพทย์เย็บหน้าท้อง แผลเป็นนั้นจะมองเห็นน้อยมาก แต่เวลาผ่าตัดดึงหน้าท้องแผลผ่าตัดจะใหญ่กว่า หมอจะอธิบายให้เข้าใจคือว่าเวลาผ่าตัดคลอดแผลไม่ตึง เนื่องจากไม่มีการตัดหนังหน้าท้องทิ้ง แต่เวลาผ่าตัดหน้าท้องหย่อนยาน แผลจะตึงเนื่องจากมีการตัดหนังบางส่วนออกไปทำให้แผล ที่เกิดเป็นเส้นกว้างกว่าและสวยน้อยกว่าได้

สนใจเรื่องการเสริมอวัยวะเพศให้ใหญ่ขึ้น (เพศชาย) โดยการฉีดไขมันแท้และเทียม ตอนนี้ได้ไปทำงานที่ใต้หวัน และเห็นคนงานไทยนิยมการฝังมุกโดยทำจากซิลิโคนและหัวนมเด็ก มีบางรายถึงขนาดฉีดยา และถ้าฉีดเองจะมีอันตรายหรือเปล่า ?

ในสมัยก่อนและปัจจุบันการเพิ่มอวัยวะเพศชาย ยังคงมีการลักลอบทำกันเอง เช่นในจดหมายที่ส่งมา ใช้ Procaine penicillin บางคนใช้ Silicone เหลว, Paraffin เหลวฉีด ซึ่งเป็นอันตรายมาก อาจเกิดการอักเสบ, เกิดการรัดท่อปัสสาวะ ซึ่งในที่สุดก็ต้องมาลอกออก ทำให้เกิดการเจ็บปวดและเป็นอันตรายมาก บางคนถึงกับต้องสูญเสียอวัยวะเพศไปได้ แต่ในปัจจุบันทางอเมริกาใต้เช่น บราซิล, อาร์เจนติน่า จากในรายงานการประชุม พบว่ามีการนิยมเพิ่มอวัยวะเพศชายกันมาก จึงมีการค้นคว้าและแนะนำเทคนิคต่าง ๆ ในการเพิ่ม โดยการฉีดสารพวกไขมันจากตัวคนไข้เอง , สาร Collagen บางอย่างซึ่งคงทนอยู่ได้นานมาใช้ และได้ผลดีปลอดภัย แต่เนื่องจากอวัยวะเพศชายมีลักษณะค่อนข้างนุ่มและยืดหยุ่นง่ายมาก เพราะเหตุนี้จึงต้องอาศัยเทคนิคหลายอย่างและต้องสะอาด และที่สำคัญห้ามฉีดเองเด็ดขาด กลับด้านบน

ต้นขากับน่องใหญ่ มานานหลายปีแล้วไม่ทราบว่ามีการทำให้ลดลงได้บ้างหรือเปล่า "นอกจากการดูดไขมัน" ?

กรณี ต้นขาและน่องใหญ่ ต้องพิจารณาดูก่อนว่าเกิดจากไขมันที่มากเกินไป ไปพอกอยู่หรือเกิดจากกล้ามเนื้อที่ใหญ่มาก ส่วนใหญ่เกิดจากไขมัน สามารถดูดออกให้เล็กลงได้ ถ้าเกิดจากกล้ามเนื้อก็มีการผ่าตัดเอาออก แต่โดยทั่วไปแพทย์ไม่นิยมทำกัน เพราะผลเสียตามมามาก ส่วนใหญ่แล้วจะใช้การดูดไขมันดีกว่า สำหรับการดูดที่บริเวณน่องเป็นบริเวณที่แพทย์ต้องระวังมากที่สุด เนื่องจากคนไข้หลังดูดจะมีปัญหามาก เช่นเดินแล้วเจ็บ, เดินไม่ได้, เท้าบวม และกว่าจะหายใช้เวลานานกว่าบริเวณอื่นครับ ก่อนตัดสินใจทำทุกครั้งให้ทำความเข้าใจให้ดีก่อนถึงผลดีและผลเสียที่จะตามมา

สนใจเรื่องการดูดไขมันมาก ปัจจุบันดิฉันมีลูกแล้ว 1 คน เมื่อตอนเป็นสาว ๆ ยังไม่มีลูกไม่มีหน้าท้องเลย พอคลอดลูกมาแล้วหน้าท้องหนามากและหย่อนด้วย และสะโพกก็ออกเยอะจนบางครั้งรู้สึกอึดอัดกับหน้าท้อง ถ้าจะดูดไขมันบริเวณหน้าท้องจะต้องทำอย่างไรบ้าง และเสียค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ ?

การดูดไขมันบริเวณหน้าท้อง จะช่วยเฉพาะหน้าท้องที่หนาและหย่อนไม่มาก ถ้ามีหน้าท้องหย่อนมาก อาจจำเป็นต้องตัดผิวหนังส่วนที่หย่อนและเย็บกล้ามเนื้อหน้าท้องให้กระชับขึ้น เฉพาะการดูดไขมันอย่างเดียวไม่ต้องนอนโรงพยาบาล พักฟื้นหลังดูดไขมันไม่กี่ชั่วโมงก็กลับบ้านได้ ส่วนค่าใช้จ่ายจะประมาณ 2 - 3 หมื่น แต่ถ้ามีการผ่าตัดหน้าท้องร่วมด้วย จะต้องนอนพักในโรงพยาบาลประมาณ 1 - 2 วัน ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายก็เป็นหลักหมื่นเหมือนกัน

อยากจะขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมเพิ่มขนาดอวัยวะเพศชาย อยากทราบว่าจะมีโทษหรือเปล่า และนานไปจะอันตรายหรือไม่ เมื่อทำแล้วนานไปจะขนาดเล็กลงเหมือนเดิมหรือเปล่า ราคาและระยะเวลาในการพักฟื้นใช้เท่าไหร่ เมื่อทำเสร็จแล้วสามารถกลับบ้านได้เลยหรือเปล่า ?

การ ทำศัลยกรรมเพิ่มขนาดอวัยวะเพศชายทำได้โดยการฉีดสารเข้าไป มีโทษได้ ถ้าใช้สารซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น ซิลิโคนเหลว ถ้าเป็นพวกไขมันจากร่างกายเราเองก็ไม่มีอันตราย หรือสารสังเคราะห์พวก Gel ที่รับการอนุญาตไว้ และได้รับคำรับรองจาก อย. แล้ว ถ้าใช้พวกไขมันขนาดอาจเล็กลงได้ เมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ เพราะพวกไขมันอาจสลายได้ อาจต้องเดิมเพื่อเพิ่มอีก 2 - 3 ครั้ง เรื่องค่าใช้จ่ายก็จะเป็นหลักหมื่นครับ ระยะเวลาในการพักฟื้นจะประมาณ 1-2 สัปดาห์ เมื่อทำเสร็จแล้วสามารถกลับบ้านได้เลย ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก่อนที่จะทำควรปรึกษาศัลยแพทย์ให้มั่นใจก่อนทำ

การใช้ไขมันของตัวเราเองฉีดเข้าไปที่บริเวณหน้าอก จะต้องมีน้ำหนักเท่าไหร่ จึงจะทำได้ และไขมันที่ว่าฉีดเข้าไปแล้วจะอยู่ได้นานแค่ไหน และปัญหาที่ตามมา จะมีผลกระทบจากการทำหรือเปล่า และจะต้องทำกี่ครั้งถึงจะได้ผล ที่สำคัญที่สุดคือจะอยู่ถาวรได้แค่ไหน จะต้องใช้ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ ?

การ ใช้ไขมันของตัวคนไข้เองมาฉีดหน้าอก คนไข้ต้องเป็นคนมีไขมันมาก ๆ โดยเฉพาะหน้าท้อง หรือสะโพก เรื่องน้ำหนักตัวนั้นไม่สำคัญมาก คนที่น้ำหนักตัวมากแต่ไม่มีไขมันก็ทำไม่ได้ ไขมันที่จะนำมาฉีดขึ้นกับขนาดหน้าอกที่ต้องการว่าจะให้ใหญ่มากน้อยแค่ไหน ถ้าต้องการเพิ่มข้างละ 100cc. ก็จะต้องใช้ไขมันประมาณ 3 เท่า แล้วนำมาล้างปั่นให้ได้ไขมันที่บริสุทธิ์ จะเหลือประมาณ 1/3 เท่านั้น ปัญหาที่อาจจะเกิด ก็อาจเกิด fat nodule กรณีที่ไขมันมากจะรวมตัวกันทีหลัง และอีกอย่างไขมันจะสลายไปประมาณ 50% ใน 1 ปี หรือมากกว่านั้น

รบกวนถามรายละเอียดว่าพอจะมีวิธีการรักษาหรือแก้ไขให้ขมับเต็มเหมือนปกติได้ด้วยวิธีใดบ้าง และมีผลดีผลเสียอย่างไรบ้าง ?

ปัญหาเรื่องขมับตอบสามารถแก้ไขได้หลายวิธี เช่น ฉีดไขมันของตัวเอง ,ฉีด Collagen หรือสาร Polymer , เสริมด้วย Silicone แผ่น
แต่ทุกวิธีก็มีข้อดีและข้อเสียต่างกันไป ถ้าเป็นไขมันข้อดีคือสารที่ใช้ก็เป็นของตัวเอง และราคาก็ถูก แต่ข้อเสียคือจะสลายเร็ว หรืออาจรวมตัวกันเป็น Fatnodule ได้ ถ้าเป็น Collagen หรือสาร Polymer จะไม่สลายแต่ราคาจะแพง และถ้าไม่ต้องการก็สามารถเอาออกได้ เสริมด้วย Silicone แผ่น สามารถทำได้โดยใช้ Silicone แบบนิ่มนำมาเหลาให้เข้ากับขมับส่วนที่ตอบหายไป แล้วเสริมผ่านไรผมด้านข้างเพื่อหลบไม่ให้เห็นรอยแผลเป็น การทำวิธีนี้ต้องผ่าตัด ส่วนผลเสียก็จะมีจากการผ่าตัดทั่ว ๆ ไป

สนใจเรื่องของการดูดไขมัน แต่จะขอทราบรายละเอียดการทำนั้นจะต้องมีการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง และแผลจะหายเป็นปกติในเวลากี่วัน ?

ก่อนที่จะทำการดูดไขมันก็ต้องทราบจุดประสงค์ของการดูดไขมันก่อน คือดูดเพื่อทำให้สัดส่วนของร่างกายดูดีขึ้นแต่ไม่ใช่เพื่อลดน้ำหนัก ก่อนการดูดไขมันต้องวิเคราะห์ตรวจดูโครงสร้างของร่างกายคนไข้ก่อนว่าส่วนไหนไม่เท่ากัน ส่วนไหนนูนมาก ส่วนไหนมีหลุมมีไขมันมาก เมื่อวิเคราะห์ได้แล้วก่อนจะเข้าทำการดูดไขมันก็ต้องมีการเตรียมร่างกายคือ
*หยุดยาก่อน 2 อาทิตย์ (ยาที่ทำให้เลือดออกง่าย เช่น Aspirin
*ทำความสะอาดร่างกายก่อนดูดไขมัน พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ต้องกังวล หยุดสูบบุหรี่ 2 อาทิตย์ก่อนดูดไขมัน
*งดน้ำ งดอาหาร ก่อนดูดไขมัน 6-8 ชั่วโมง ตรวจสุขภาพก่อนการดูดไขมัน
*ควบคุมน้ำตาลในเลือดกรณีเป็นเบาหวาน ควบคุมความดันกรณีเป็นโรคความดัน และเมื่อก่อนจะผ่าตัดก็ต้องเช็คประวัติก่อนว่าเคยแพ้ยาหรือเปล่า และที่สำคัญควรรู้ว่าบริเวณไหนที่มีไขมันมากและบริเวณไหนเป็นบริเวณที่ติด ไม่ควรดูด คือถ้าถูดมากจะทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นเป็นคลื่นง่าย และเมื่อหลังทำการดูดไขมันแล้วการปฏิบัติตัวควรใส่สเตย์รัดบริเวณที่ดูด 4 อาทิตย์ ยกเว้นอาบน้ำ โดยใส่ทั้งกลางวันและกลางคืน และควรบีบนวดผิวหนังบริเวณที่ดูดไขมันเพื่อให้ผิวหนังเรียบ วิธีการนวดจะนวดด้วยมือหรือตัวกลิ้งกลม ๆ ก็ได้ ช่วงระยะเวลาหลังผ่าตัด 1 - 3 วันแรก แพทย์จะนัดมาเอายางที่กันเลือดคั่งออก 3 - 5 วัน ผิวหนังบริเวณที่ดูดไขมันจะเขียวและบวมมาก 7 - 10 วัน อาการเขียวจะค่อย ๆ ลดลง 4 - 6 อาทิตย์ อาการบวมจะค่อย ๆ ลดลง 8 - 10 อาทิตย์บริเวณที่ดูดไขมันมาก ๆ จะยุบลง

มีปัญหาเรื่องไขมันใต้คางมาก พอจะมีวิธีการแก้ไขหรือจะสามารถดูดไขมันได้หรือไม่ และจะมีอันตรายหรือไม่ จะใช้เวลาในการพักฟื้นกี่วันแผลจึงจะหายเป็นปกติและจะต้องใช้งบประมาณในการทำเท่าไหร่ ?

ในกรณีคางหย่อนยาน เนื่องจากมีไขมันใต้คางมาก สามารถรักษาให้หายได้โดยวิธีง่าย ๆ คือ จะทำการเปิดแผลขนาด 3 มิลลิเมตรที่ใต้คางบริเวณซ่อนเร้น แล้วใช้เครื่องมือสำหรับดูดไขมันใต้คาง ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดประมาณ 2 - 3 มิลลิเมตร แล้วต่อเข้าเครื่องดูดภายใต้ความดันลบสูญญากาศ แล้วดูดไขมันใต้คางออก หลังจากเสร็จแล้วปิดแผลไว้ จะเปิดเมื่อครบ 7 วัน แล้วก็ตัดไหมได้ ซึ่งเมื่อทำเสร็จแล้วคนไข้ก็สามารถกลับบ้านได้เลย ไม่ต้องนอนพักที่โรงพยาบาล กรณีที่หนังหย่อนยานมาก คงต้องตัดเอาหนังส่วนที่เกินออกร่วมด้วย ซึ่งสามารถทำได้พร้อมกันเลย ค่าใช้จ่ายก็ประมาณหลักหมื่น

หลังผ่าตัด ถุงใต้ตาจะมีการสะสมไขมันอีกหรือไม่ ถ้ามีอีกจะต้องใช้เวลานานเท่าใด ?

ถุงไขมันใต้ตา เมื่อผ่าตัดออกไปแล้วก็หมดเลยไม่มีขึ้นใหม่

การดูดถุงไขมันใต้ตาทำจากเปลือกตาด้านใน สามารถทำได้โดยไม่ผ่าตัดทำแล้วถุงจะเล็กลงหรือยุบแฟบ หรือทำให้พื้นที่ที่เคยมีไขมันอยู่ยิ่งเหี่ยวย่นเข้าไปอีก ?

หลังการเจาะดูดไขมันใต้ตาจากเปลือกตาด้านใน สภาพเปลือกตาที่เป็นถุงห้อยจะลดลง แต่รอยเหี่ยวย่นต่าง ๆ ยังเหมือนเดิม

มีปัญหาเรื่องคางหย่อนยานและไขมันใต้คางมาก ปัจจุบันอายุ 50 ปี ขอถามว่าถ้าจะทำการดูดไขมันจะทำได้หรือไม่ จะมีอันตรายหรือเปล่า และจะต้องใช้ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ ?

ใน กรณีคางหย่อนยาน เนื่องจากมีไขมันใต้คางมากก็สามารถทำการรักษาให้หายได้ โดยการดูดไขมัน คือจะทำการเปิดแผลกว้างประมาณ 3 มิลลิเมตร ที่บริเวณซ่อนเร้นใต้คางแล้วใช้เครื่องมือสำหรับดูดไขมันใต้คางซึ่งมีเส้น ผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 - 3 มิลลิเมตรแล้วต่อเข้าเครื่องดูดภายใต้ความดันลบสูญญากาศ แล้วดูดไขมันใต้คางออกหลังจากเสร็จแล้วปิดแผลไว้ จะเปิดแผลเมื่อครบ 7 วัน แล้วก็ตัดไหมได้ เมื่อทำเสร็จแล้วคนไข้สามารถกลับบ้านได้เลย จะไม่มีอันตราย แต่ถ้าในกรณีที่หนังหย่อนยานมาก คงต้องทำการตัดเอาหนังส่วนเกินออกร่วมด้วย ซึ่งสามารถทำได้พร้อมกันเลย จะใช้ค่าใช้จ่ายประมาณ 10,000 - 20,000 บาท

ถ้าฉีดแก้ม และคาง ให้เหมือนผู้หญิง จะใช้สารใดฉีดได้บ้างที่ไม่มีอันตรายหลังฉีด นอกจากไขมันของตัวเอง ?

ฉีดแก้ม , หน้าผากและคาง ใช้ไขมัน หรือ Collagen ฉีด ถ้าเป็นไขมันต้องมาฉีดบ่อย ๆ จุดละ 20,000 บาท แต่ถ้าเป็น Collagen จะฉีดเพียงครั้งเดียว ราคาจะขึ้นอยู่กับจำนวนที่ฉีด ถ้าเป็นแก้มก็ประมาณ 30,000 บาท หน้าอกประมาณ 100,000 บาท คางประมาณ 20,000 บาท

ขอทราบรายละเอียดเรื่องของการแก้ไขแก้มตอบ เพราะเคยไปฉีดไขมันมาแล้ว อีกประมาณ 1 ปีต่อมา แก้มยุบเหมือนเดิม จะมีวิธีไหนบ้าง ที่จะทำให้แก้มหายตอบอย่างถาวร ?

กรณีแก้มตอบโดยทั่วไปการใช้ไขมันคนไข้จะได้ผลดีและเปอร์เซ็นต์การอยู่ก็ประมาณ 80% ใน 2 - 3 ปี จากสถิติ แต่บางคนการใช้ไขมันฉีด ไขมันจะละลายไปเร็วกว่าปกติ แนะนำให้ใช้สารที่สามารถอยู่ในร่างกายโดยไม่แพ้ เช่น พวก Collagen และ Polymer ซึ่งได้พิสูจน์แล้วและสามารถเพิ่มลดหรือเอาออกได้เมื่อไม่ต้องการ แต่ข้อเสียคือราคาจะยังแพงอยู่ เมื่อเทียบกับไขมัน จะแพงประมาณ 2 - 3 เท่าครับ แต่เมื่อเทียบกับการฉีดไขมัน 2 - 3 ครั้ง และต้องเจ็บตัว 2- 3 ครั้ง คิดว่าราคาน่าจะพอกัน ทั้งนี้อยู่ที่ดุลยพินิจของคนไข้ด้วย


ดูดไขมัน

ในยุคปัจจุบันที่ความสวยความงามเป็นเรื่องสำคัญของคุณผู้หญิงทุกคน โดยเฉพาะเรื่อง "อ้วน” ซึ่งผู้หญิงทุกคนอยากจะสาปส่งไปให้ไกล ๆ เพราะจะมีอะไรช้ำใจเท่ากับคำว่า หุ่นพะโล้, ยายอ้วน สารพัดฉายาที่จะตามมาตอกย้ำให้เจ็บใจ การดูดไขมันเป็นเรื่องที่ผู้หญิงหลายคนอยากรู้ ว่ามันจะช่วยขจัดไขมันลดความอ้วนในตัวไปได้หรือเปล่า
การดูดไขมันหลักการง่าย ๆ ก็คือ คุณหมอจะเจาะรูเล็ก ๆ บริเวณที่มีไขมันส่วนเกิน ทุกส่วนของร่างกาย แล้วสอดท่อเข้าไปแล้วก็อาศัยเครื่องดูดที่มีกำลังแรงดูดเอาไขมันออกมา ซึ่งตอนทำก็จะใช้ยาชาเฉพาะที่ หรือบางรายอาจวางยาสลบโดยแพทย์ดมยาผู้เชี่ยวชาญให้คนไข้หลับไปกอ่น คุณหมอจึงจะทำการรักษา โดยปกติไขมันแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นโครงสร้างติดกับผิวหนังและส่วนที่อยู่ใกล้กับกล้ามเนื้อ โดยคุณหมอจะเปิดแผลที่ผิวหนังเล็กน้อยในตำแหน่งที่ซ่อนแผล จากนั้นจึงสอดท่อเล็กๆ สำหรับดูดไขมันเข้าไปใต้ผิวหนัง จากนั้นคุณหมอจะฉีดยาเข้าไปเพื่อทำให้ไขมันอ่อนตัวลง และให้ไขมันละลายกลายเป็นของเหลวเพื่อดูดออกมาได้ง่ายขึ้น หลังจากดูดไขมันคุณหมอจะพันแผลด้วยผ้ายืดเพื่อไม่ให้เลือดออกและลดอาการบวม ช้ำ

โดยทั่ว ๆ ไปแล้วอันตรายหรือผลข้างเคียงก็มีได้เช่นเดียวกับศัลยกรรมความงามชนิดอื่น ๆ เช่น แผลอักเสบ, ปวด, บวม, ช้ำ ซึ่งถ้าได้รับการทำที่ถูกต้องดูแลรักษาแผล ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ ปัญหาพวกนี้ก็ไม่เกิด หรือเกิดน้อยมาก สำหรับคนที่มีปัญหาในการดูดไขมันที่คุณ ๆ อาจจะได้ยินทางสื่อต่าง ๆ หรือเพื่อนฝูง เช่น ดูดแล้วไม่เรียบ เป็นคลื่น เป็นรอยบุ๋ม อันนี้ก็ขึ้นกับประสบการณ์ความชำนาญของคุณหมอ ดังนั้นถ้าคุณคิดจะทำก็ควรปรึกษาศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์จริงๆ


คุยกับหมอ

จาก คุณดวงเดือน จ.กรุงเทพฯ

ถาม : สวัสดีค่ะคุณหมอดิฉันสนใจเรื่องการดูดไขมัน และก่อนที่จะการดูดไขมันก็อยากจะทราบหลักการของการดูดไขมันจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง

ตอบ : ก่อนที่จะทำการดูดไขมันก็ต้องทราบจุดประสงค์ของการดูดไขมันก่อน การดูดไขมันคือดูดเพื่อทำให้สัดส่วนของร่างกายดูดีขึ้น แต่ไม่ใช่เพื่อการลดน้ำหนัก การดูดไขมันแพทย์จะต้องวิเคราะห์ตรวจดูโครงสร้างของร่างกายคนไข้ก่อนว่า ส่วนไหนไม่เท่ากัน ส่วนไหนนูนมากนูนน้อย ส่วนไหนมีหลุม ส่วนไหนมีไขมันมาก ส่วนไหนมีไขมันน้อย

เมื่อวิเคราะห์แล้วก่อนการรักษาคนไข้จะต้องเตรียมร่างกายดังนี้

1. หยุดยาก่อน 2 สัปดาห์ (ยาที่ทำให้เลือดออกง่ายเช่น แอสไพริน)
2. ทำความสะอาดร่างกายก่อนวันดูด
3. พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ต้องกังวล
4. งดน้ำ งดอาหาร ก่อนการ ดูดไขมัน 6-8 ชั่วโมง
5.ตรวจสุขภาพก่อนการดูดไขมัน
6.หยุดสูบบุหรี่ 2 สัปดาห์ก่อนดูดไขมัน
7.ควบคุมน้ำตาลในเลือดกรณีที่เป็นเบาหวาน ควบคุมความดันกรณีที่เป็นความดัน ก่อนการผ่าตัดแพทย์จะต้องเช็กประวัติก่อนว่าเคยแพ้ยาอะไรมาก่อนหรือไม่ มีโรคประจำตัวหรือไม่ เช็คน้ำหนักและส่วนสูง ตรวจดูผิวหนังบริเวณที่ดูดว่ามีความดึงหรือหย่อนแค่ไหน มีรอยบุ๋มแตกหรือไม่ และเส้นเลือดขอดหรือเปล่า และที่สำคัญควรรู้ด้วยว่าบริเวณไหนที่มีไขมันมาก และบริเวณไหนเป็นบริเวณที่ติดไม่ควรไปดูด คือถ้าดูดมากจะทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นเป็นคลื่นได้ง่าย

หลังจากทำการดูดไขมันแล้วควรใส่สเตย์รัดบริเวณที่ดูดไขมัน 4 สัปดาห์ ทั้งกลางวันและกลางคืนยกเว้นตอนอาบน้ำ และควรรีบนวดผิวหนังบริเวณที่ดูดไขมันเพื่อให้ผิวหนังเรียบ วิธีการนวดจะนวดด้วยมือหรือตัวกลิ้งกลม ๆ ก็ได้

ช่วงระยะเวลาหลังการผ่าตัด 1-3 วันแรกแพทย์จะนัดมาเอายางที่กันเลือดคั่งออก ภายใน3-5 วันผิวหนังบริเวณที่ดูดไขมันจะบวมมาก ภายใน 7-10 วันอาการเขียวจะค่อยๆ ลดลง 4-6สัปดาห์อาการบวมจะค่อย ๆ ลดลง ภายใน 8-10 สัปดาห์บริเวณที่ดูดไขมันมากๆ จะยุบตัวลง ภายใน 3-4 เดือนทุกอย่างจะเข้าที่และหายเป็นปกติ


การลดไขมันหน้าท้อง

ผนังหน้าท้องมีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือผิวหนัง ไขมัน และกล้ามเนื้อ หน้าท้องที่ป่องออกมาอาจเกิดจากส่วนใดส่วนหนึ่งที่มากเกินไป การผ่าตัดแก้ไขขึ้นกับคนไข้ว่ามีส่วนใดที่เกิน

ชนิดของการผ่าตัด

1.การดูดไขมันใช้ในกรณีที่มีเฉพาะไขมันที่มากเกินไป ส่วนของผิวหนังและกล้ามเนื้อปกติ
2.การตัดหนังและไขมันใช้ในกรณีที่ผิวหนังและไขมันมากเกินไป
3.การตัดหนัง, ไขมัน และเย็บกล้ามเนื้อหน้าท้อง ใช้ในกรณีที่มีส่วนเกินทั้ง 3 ส่วน

การผ่าตัดที่เอาทั้งผิวหนัง, ไขมันและเย็บกล้ามเนื้อหน้าท้องเหมาะกับผู้ที่เคยตั้งครรภ์มาก่อน จะมีหน้าท้องที่หย่อนยาน โดยการผ่าตัดนี้จะได้รูปร่างที่ดีขึ้น มีหน้าท้องที่เรียบแบน และจะช่วยลดรอยแตกของผิวหนังหน้าท้องได้อีกด้วย แต่การผ่าตัดนี้เป็นการผ่าตัดที่ใหญ่กว่าวิธีอื่น ต้องวางยาสลบ นอนโรงพยาบาล 2 – 3 วัน จะมีแผลยาวที่บริเวณหน้าท้อง และแผลที่รอบสะดือ


ผู้ที่ไม่เหมาะกับการผ่าตัดชนิดนี้คือ

1.ผู้ที่ต้องการมีบุตรอีก
2.ภาวะจิตใจไม่ปกติ
3.ยอมรับเรื่องแผลเป็นที่ยาวไม่ได้
4.เคยมีแผลผ่าตัดเหนือสะดือในแนวนอน

การดูแลหลังผ่าตัด คือจะต้องนอนในท่ากึ่งนั่ง 4 – 5 วัน นอนพักที่เตียงโดยลุกเฉพาะที่จำเป็น 2 วัน ใส่สายรัดหน้าท้องอย่างน้อย 1 เดือย ตัดไหม 10 – 14 วัน ออกกำลังกายได้หลังจากผ่าตัดแล้ว 6 สัปดาห์

ภาวะแทรกซ้อนพบไม่บ่อยนักแต่อาจเกิดขึ้นได้คือมีเลือกหรือน้ำเหลืองคั่ง ผิวหนังที่รอยเย็บขาดเลือก แผลแยก ติดเชื้อที่แผลผ่าตัด และแผลเป็นที่แผลผ่าตัด


การดูดไขมัน

ไขมันในร่างกายมีไว้เพื่อเก็บไว้ใช้เป็นแหล่งพลังงานเวลาที่ร่างกายขาดแคลน และเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น โดยธรรมชาติแล้วผู้หญิงจะมีไขมันสะสมมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากอิทธิพลของฮอร์โมนเพศหญิง อย่างไรก็ตามไขมันที่มีมากเกินไปจะมีโทษคือทำให้เกิดโรคอ้วน และมีรูปร่างที่ไม่สวยงาม

การดูดไขมันมีการทำมาประมาณ 30 ปีแล้ว เป็นการผ่าตัดที่ปลอดภัยชนิดหนึ่ง จุดประสงค์ของการดูดไขมันไม่ใช่การลดความอ้วน แต่ทำให้ร่างกายได้สัดส่วนและรูปร่างที่ดีขึ้น เช่น ผู้ที่มีต้นขาใหญ่ซึ่งเกิดจากมีไขมันมาสะสมมากกว่าบริเวณอื่น ก็สามารถทำให้ต้นขาเล็กลงได้โดยการดูดไขมัน


หลักการของการดูดไขมันคือการลดจำนวนเซลล์ไขมัน ในบริเวณที่เราต้องการ โดยใช้เครื่องดูดแรงดันสูง และใช้ท่อดูดไขมันขนาดเล็กดูดไขมันออกมาโดยจะเจาะรูขนาด 0.5 เซนติเมตรบริเวณที่ต้องการดูด การดูดไขมันสามารถฉีดยาชาทำหรือวางยาสลบก็ได้ ขึ้นกับปริมาณที่ต้องการดูดและความต้องการของคนไข้ ถ้าต้องวางยาสลบก็ต้องนอนพักที่โรงพยาบาล 1 คืน ส่วนกรณีที่ใช้ยาชาสามารถกลับบ้านได้เลย

บริเวณที่นิยมดูดไขมันและได้ผลดีคือ คาง, คอ, ต้นแขน, หน้าท้อง, สะโพกและต้นขา,ส่วนบริเวณที่การดูดไขมันได้ผลไม่ดีนักคือ เข่า, น่อง, ข้อเท้า ความหนาของชั้นไขมันบริเวณที่ต้องการดูดควรจะมากกว่า 2 – 3 เซนติเมตร

หลังผ่าตัดจะมีอาการปวดบริเวณที่ดูดไขมันไม่มากนัก จะมีรอยเขียวช้ำบ้าง แต่จะหายภายใน 2 – 3 สัปดาห์ ควรพักผ่อนต่อที่บ้าน 4 – 5 วัน และออกกำลังกายได้ตามปกติหลังดูดไขมัน 3 สัปดาห์


ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดพบได้น้อยกว่าการผ่าตัดอื่น แต่ก็เกิดขึ้นได้ เช่น มีเลือดออก, แผลติดเชื้อ ส่วนการดูดไขมันที่มากเกินไปก็มีข้อเสียคืออาจทำให้บริเวณที่ดูดขุขระ หรือผิวหนังที่มีสีเข้มขึ้น ซึ่งการดูดไขมันกับศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้