ศูนย์บริการความงาม

 
  ศูนย์บริการความงาม : การลดหน้าท้อง


การลดไขมันหน้าท้อง
มีคนจำนวนมากที่พยายามจะลดหน้าท้องโดยการออกกำลังกายวันละหลายชั่วโมง หรือพึ่งเครื่องมือออกกำลังกายเพื่อที่จะให้หน้าท้องเล็กลง ปัจจุบันเรามีวิธีลดหน้าท้องโดยการผ่าตัดที่เรียกว่า Abdominoplasty หรือ Tummy Tucks ซึ่งนอกจากการผ่าตัดแล้วยังมีอีกวิธีหนึ่ง เรียกว่า การดูดไขมัน (Liposuction) สามารถทำได้ทั้งหน้าท้องและเฉพาะส่วน ก่อนที่จะทำการดูดไขมันก็ต้องทราบจุดประสงค์ของการดูดไขมันก่อน คือ ดูดเพื่อให้สัดส่วนของร่างกายดูดีขึ้นแต่ไม่ใช่เพื่อลดน้ำหนัก
     
การลดไขมันหน้าท้องด้วยวิธีผ่าตัด      
เป็นการผ่าตัดที่ต้องตัดผิวหนังส่วนที่เหี่ยวย่นออก รวมทั้งตัดไขมันหน้าท้องออกและทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องตึงขึ้น ซึ่งสาเหตุของหน้าท้องหย่อนยานอาจจะมีได้มากมาย แต่ส่วนมากเกิดจากการตั้งครรภ์ และน้ำหนักที่ลดลงหรือเพิ่มขึ้น โดยผนังหน้าท้องมีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ ผิวหนัง ไขมัน และกล้ามเนื้อ หน้าท้องที่ป่องออกมาอาจเกิดจากส่วนใดส่วนหนึ่งที่มากเกินไป การผ่าตัดแก้ไขขึ้นกับคุณว่ามีส่วนใดที่เกิน ซึ่งมีวิธีดังนี้
1. การตัดหนังและไขมัน ใช้ในกรณีที่ผิวหนังและไขมันมากเกินไป
2. การตัดหนัง, ไขมันและเย็บกล้ามเนื้อหน้าท้อง ใช้ในกรณีที่มีส่วนเกินทั้ง 3 ส่วนการผ่าตัดที่เอาผิวหนัง, ไขมันและเย็บกล้ามเนื้อหน้าท้อง เหมาะกับผู้ที่เคยตั้งครรภ์มาก่อน จะมีหน้าท้องที่หย่อนยาน โดยการผ่าตัดนี้จะมีรูปร่างที่ดีขึ้น มีหน้าท้องที่เรียบแบน และจะช่วยลดรอยแตกของผิวหนังหน้าท้องได้อีกด้วย แต่การผ่าตัดนี้เป็นการผ่าตัดใหญ่กว่าวิธีอื่น ต้องวางยาสลบนอนโรงพยาบาล 2-3 วัน จะมีแผลยาวที่บริเวณหน้าท้องและแผลที่รอบสะดือ      
     
ผู้ที่ไม่เหมาะกับการผ่าตัดชนิดนี้ คือ      
1.ผู้ที่ต้องการมีบุตรอีก
2. ภาวะจิตใจไม่ปกติ
3. ยอมรับเรื่องแผลเป็นที่ยาวไม่ได้
4. เคยมีแผลผ่าตัดเหนือสะดือในแนวนอน      
     
การดูแลหลังผ่าตัด      
จะต้องนอนในท่ากึ่งนั่ง 4-5 วัน นอนพักที่เตียงโดยลุกเฉพาะจำเป็น 2 วัน ใส่สายรัดหน้าท้องอย่างน้อย 1 เดือน ตัดไหม 10-14 วัน ออกกำลังกายได้หลังจากผ่าตัดแล้ว 6 สัปดาห์      
   
             
การลดไขมันหน้าท้องด้วยวิธีดูดไขมัน  
การ ดูดไขมันมีการทำมาประมาณ 30 ปีมาแล้ว เป็นการผ่าตัดที่ปลอดภัยชนิดหนึ่ง จุดประสงค์ของการดูดไขมันไม่ใช่การลดความอ้วน แต่ทำให้ร่างกายได้สัดส่วนและรูปร่างที่ดีขึ้น ก่อนการดูดไขมันต้องวิเคราะห์ตรวจดูโครงสร้างของร่างกายคนไข้ก่อนว่าส่วนไหน ไม่เท่ากัน ส่วนไหนนูนมาก ส่วนไหนมีหลุมมีไขมันมาก เมื่อวิเคราะห์ได้แล้ว เช่นมีไขมันที่หน้าท้องมากกว่าส่วนอื่นก็สามารถลดหน้าท้องได้โดยการดูดไขมัน ส่วนเกินออก


หลักการของการดูดไขมัน คือ การลดจำนวนของเซลไขมันลงในบริเวณที่เราต้องการ โดยใช้เครื่องดูดแรงดันสูง Aspirating Pump ต่อเข้ากับท่อที่ใช้ดูดไขมัน Cannula โดยเจาะรูขนาด 0.5 เซนติเมตรบริเวณที่ต้องการจะดูดไขมัน และสอดท่อผ่านแผลขนาดเล็กเข้าไป ใช้แรงจากเครื่องดูดทำการดูดไขมันออกมา

บริเวณที่นิยมดูดไขมันและได้ผลดี คือ คาง, คอ, ต้นแขน, หน้าท้อง, สะโพกและต้นขา ส่วนบริเวณที่การดูดไขมันได้ผลไม่ดีนักคือ เข่า, น่อง, ข้อเท้า, ความหนาของชั้นไขมันบริเวณที่ต้องการดูดควรจะมากกว่า 2 - 3 เซนติเมตร จะมีแผลเล็กขนาด 0.5 เซนติเมตร เพื่อสอดท่อดูดไขมัน เช่นต้องการดูดไขมันที่หน้าท้องจะมีแผลที่หัวเหน่าหรือสะดือ ส่วนใหญ่จะใช้ยาชาในการดูไขมัน ซึ่งหลังทำสามารถกลับบ้านได้เลย แต่บางรายที่ต้องการดูดไขมันมาก ๆ อาจจะต้องวางยาสลบ ซึ่งต้องนอนพักโรงพยาบาล 1 คืน
     
วิธีการดูดไขมัน      
การดูดไขมันโดยทั่วไปมีวิธีการทำ 2 รูปแบบ คือ
1. ใช้เครื่องดูดที่มีกำลังแรงเหมาะสำหรับพื้นที่มากๆ
2. ใช้ไซริ้งค์กับเข็มฉีดยาขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับพื้นที่เล็กน้อยสำหรับการดูดไขมันในแต่ละครั้ง ไม่สามารถทำให้น้ำหนักลดลงได้ถาวร เพราะฉะนั้นคุณต้องควบคุมอาหารควบคู่ไปด้วย เพราะการดูดไขมันนั้นไม่ได้ทำให้น้ำหนักตัวเปลี่ยนไปมากนัก เพราะว่าไขมันมีน้ำหนักเบา แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนคือ รูปทรงมากกว่า เช่น หน้าท้องที่ป่องก็จะแบนเรียบลง
     
การเตรียมร่างกายก่อนดูดไขมัน     
- หยุดยาก่อน 2 อาทิตย์ (ยาที่ทำให้เลือดออกง่าย เช่น Aspirin)
- ทำความสะอาดร่างกายก่อนดูดไขมัน พักผ่อนให้เพียงพอไม่ต้องกังวล หยุดสูบบุหรี่ 2 สัปดาห์ก่อนดูดไขมัน
- งดน้ำ งดอาหาร ก่อนดูดไขมัน 6 - 8 ชั่วโมง ตรวจสุขภาพก่อนการดูดไขมัน
- ควบคุมน้ำตาลในเลือดกรณีเป็นเบาหวาน ควบคุมความดันกรณีเป็นโรคความดัน และเมื่อก่อนจะผ่าตัดก็ต้องเช็คประวัติก่อนว่าเคยแพ้ยาหรือเปล่า และที่สำคัญ ควรรู้ว่าบริเวณไหนที่มีไขมันมากและบริเวณไหนเป็นบริเวณที่ติดไม่ควรดูด คือถ้าดูดมากจะทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นเป็นคลื่นง่าย      
             
การปฏิบัติตัวหลังจากดูดไขมัน    
- ควรใส่สเตย์รัดบริเวณที่ดูด 4 สัปดาห์ ยกเว้นอาบน้ำ โดยใส่ทั้งกลางวันและกลางคืน และควรบีบนวดผิวหนังบริเวณที่ดูดไขมันเพื่อให้ผิวหนังเรียบ วิธีการนวดจะนวดด้วยมือ หรือตัวกลิ้งกลม ๆ ก็ได้
- ช่วงระยะเวลาหลังผ่าตัด 1 - 3 วันแรก แพทย์จะนัดมาเอายางที่กันเลือดคั่งออก 3 - 5 วันผิวหนังบริเวณที่ดูดจะเขียวและบวมมาก 7 - 10 วัน อาการเขียวจะค่อย ๆ ลดลง 4 - 6 สัปดาห์ อาการบวมจะค่อย ๆ ลดลง 8 - 10 อาทิตย์บริเวณที่ดูดไขมันมาก จะยุบลง
- ส่วนเรื่องการรับประทานอาหาร จะรับประทานได้ทุกอย่าง แต่อย่ามากเกิน ไม่มีของแสลง ถ้ารับประทานมากเกินก็อาจจะอ้วนเหมือนเดิมก็ได      
             
ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดพบได้น้อยกว่าการผ่าตัดอื่น แต่ก็เกิดขึ้นได้ เช่น มีเลือดออก, แผลติดเชื้อ ส่วนการดูดไขมันที่มากเกินไปก็มีข้อเสียคือ อาจทำให้บริเวณที่ดูดขรุขระ หรือผิวหนังมีสีเข้มขึ้น ซึ่งการดูดไขมันกับศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้

การดูแลหลังผ่าตัดไม่มีอะไรยุ่งยาก คนไข้จะปวดแผลไม่มากนัก อาจจะมีรอยเขียวช้ำบ้าง แต่จะหายภายใน 2 - 3 สัปดาห์ หลังดูดไขมันจะใช้ผ้าพัน Elastic Bandage พันบริเวณที่ดูดไขมันให้แน่นพอประมาณ เพื่อป้องกันเลือดออกและช่วยให้ยุบบวมเร็วขึ้น พันผ้าไว้ประมาณ 7 วัน ควรพักผ่อนต่อที่บ้านประมาณ 4 - 5 วัน ออกกำลังกายได้ตามปกติหลังดูดไขมัน 3 สัปดาห์